
วิธีควบคุมต้นทุน Amenities สำหรับโรงแรมที่มีหลายประเภทห้องพัก
โรงแรมที่มีหลายประเภทห้องพัก เช่น
✔ Superior
✔ Deluxe
✔ Family room
✔ Suite
✔ Villa
มักประสบปัญหาเดียวกันคือ ต้นทุน Amenities สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะขนาดห้องและความคาดหวังของลูกค้าแตกต่างกัน แต่การใช้ของชุดเดียวกันทั้งหมดอาจทำให้ต้นทุนสูงเกินไป หรือไม่ตรงกับระดับบริการของแต่ละ Room Type
บทความนี้จะช่วยให้คุณวางระบบ ควบคุมต้นทุน Amenities แบบมืออาชีพ โดยยังคงคุณภาพและความประทับใจของแขกเช่นเดิม
1. แบ่งรูปแบบ Amenities ตามประเภทห้องอย่างเป็นระบบ
โรงแรมที่บริหารต้นทุนดีมักใช้ Tier System เพื่อกำหนด Amenities ตามระดับห้อง เช่น
🔹 Tier 1 – ห้องมาตรฐาน (Superior / Standard / Budget)
ควรใช้:
- แชมพู / เจลอาบน้ำแบบหัวปั๊ม
- สบู่ก้อนขนาดเล็ก
- ยาสีฟัน + แปรงสีฟัน
- หมวกคลุมอาบน้ำ
เป้าหมาย = ประหยัด คงคุณภาพ ใช้งานสะดวก
🔹 Tier 2 – Deluxe / Family Room
ควรเพิ่ม:
- ครีมนวด
- โลชั่น
- ชุดสำลีก้าน
- รองเท้าสำหรับในห้องพักเกรดดี
เป้าหมาย = อัปเกรดประสบการณ์ ให้คุ้มราคา
🔹 Tier 3 – Suite / Pool Villa
ควรมี:
- Amenities แบบ Custom Label
- กลิ่นพรีเมียม White Tea / Earl Grey
- ชุดมีดโกน + โฟมโกน
- Bath Salt (ถ้ามีอ่างอาบน้ำ)
- เครื่องพ่น Aroma กลิ่น Signature
เป้าหมาย = ประสบการณ์หรู สร้างความประทับใจพิเศษ
👉 ระบบนี้ช่วยควบคุมต้นทุนโดยไม่จำเป็นต้องให้ชุดใหญ่กับทุกห้อง
2. ใช้สินค้าหลักแบบ “หัวปั๊ม” เพื่อลดต้นทุน 40–60%
โรงแรมสมัยใหม่เปลี่ยนมาใช้ Amenity แบบหัวปั๊มเพราะช่วย:
✔ ลดของเสีย
✔ ลดขยะ
✔ คุมปริมาณการใช้งาน
✔ เติมง่าย
✔ ต้นทุนต่อคืนต่ำที่สุด
เหมาะกับห้อง Standard – Deluxe ที่ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย
แนะนำให้เลือกกลิ่นสากล เช่น
- White Tea
- Earl Grey
- Marine Sport
- Lemongrass Spa
เพราะตอบโจทย์แขกหลากหลายชาติ
ดูสินค้าได้ที่
👉 https://floralhotelsupply.com/gallon/
3. หลีกเลี่ยงการเพิ่มรายการ Amenities ที่ไม่จำเป็น
ปัญหาที่ทำให้ต้นทุนสูงโดยใช่เหตุคือ
❌ ให้ของเกินความจำเป็น
❌ ให้ทุกอย่างทุกวัน ทั้งที่แขกไม่ได้ใช้
❌ ชุด Amenity มีรายการยิบย่อยมากเกินไป
สิ่งที่มักเพิ่มต้นทุนแต่ไม่สร้างความพึงพอใจ ได้แก่:
- หวีราคาถูก (แขกไม่ค่อยใช้)
- ชุดเย็บผ้า
- ชุดทำความสะอาดเล็บ
สิ่งที่ควรมี = ตามระดับความคาดหวังของลูกค้า ไม่ใช่ตาม “ความเคยชินของโรงแรม”
4. ตั้งค่า “Minimum Use Stock” ต่อห้อง เพื่อป้องกันการใช้เกิน
โรงแรมมืออาชีพจะกำหนดจำนวนที่ชัดเจน เช่น
- เจลอาบน้ำ 20–30 ml/คืน
- เครื่องปั๊มเติมทุก 3–5 วัน
- สบู่ก้อนใหม่เฉพาะเมื่อชิ้นเก่าใช้แล้ว
- Toothbrush ของใหม่เฉพาะเช็คอิน
นี่ช่วยลดการใช้เกิน 20–35% ทันที โดยไม่กระทบการบริการ
5. สร้างกลิ่นประจำโรงแรม เพื่อเพิ่มความพรีเมียมโดยไม่เพิ่มต้นทุนต่อชิ้น
การมี Hotel Signature Scent ช่วยให้แขกรู้สึกว่าของใช้มีมาตรฐานสูงขึ้น แม้ตัวสินค้าเป็นเกรดกลางก็ตาม
กลิ่นที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางความรู้สึก เช่น
- White Tea – หรู สะอาด
- Earth Eco (Earl Grey) – พรีเมียมนุ่มลึก
- Merci (ซากุระ) – นุ่มละมุน
- Teak (Forest Woods) – ธรรมชาติหรู
- Floral Lemongrass – รีสอร์ตสายไทย
“กลิ่นดี = ประสบการณ์ดี” แม้ต้นทุนสินค้าจะไม่สูง
6. แยก Supplier ระหว่างสินค้าสิ้นเปลือง & สินค้าพรีเมียม
เพื่อควบคุมต้นทุน:
✔ สินค้าสิ้นเปลือง ซื้อแบบประหยัด
- สบู่ก้อน
- แปรงสีฟัน
- หมวกคลุม
- สำลีก้าน
- ถุงผ้าอนามัย
✔ สินค้าพรีเมียม ซื้อจากแบรนด์คุณภาพ
- Shampoo / Shower Gel
- Lotion
- Signature Scent
- Bath Amenities ชุดหรู
- Room Spray
การแบ่งกลุ่มแบบนี้ทำให้
→ ห้องราคาถูกไม่สิ้นเปลือง
→ ห้องราคาแพงให้ประสบการณ์คุ้มราคา
7. ทำ “Amenities Refill Station” สำหรับแม่บ้าน
หลายโรงแรมเสียต้นทุนเพราะแม่บ้านเติมไม่สม่ำเสมอ หรือใช้สินค้ามากเกินจำเป็น
การตั้งจุด Refill ช่วยให้:
✔ คุมปริมาณการเติม
✔ ลดการเปิดแกลลอนซ้ำ
✔ ลดของหายหรือสูญหาย
✔ คุมสต็อกง่ายขึ้น
✔ เห็นต้นทุนต่อวันชัดเจน
ในโรงแรม 50–200 ห้อง สามารถลดต้นทุนเฉลี่ยได้ 15–25% ต่อปี
Q&A
Q : ห้อง Suite ต้องใช้ Amenities แบบ Custom ไหม?
A : ไม่จำเป็น แต่ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์และทำให้แขกจำแบรนด์ได้มากขึ้น
Q : ใช้หัวปั๊มทุกห้องดีไหม?
A : ดีสำหรับคุมต้นทุน แต่ในห้อง Suite ควรใช้แบบขวดพรีเมียมเพื่อภาพลักษณ์
Q : สบู่–แชมพูกลิ่นเดิมใช้ได้ทุกห้องหรือไม่?
A : ได้ ควรใช้ กลิ่นเดียวเป็น Signature Scent เพื่อสร้างความจำให้แบรนด์
Q : โรงแรมควรมี Amenities ให้ครบกี่อย่าง?
A : ระดับกลางควรมี 6–8 รายการ ระดับสูง 10–12 รายการ
📞 โทร: 064-907-0616
💬 Line Official: @floralhotelsupply
🌐 เว็บไซต์: https://floralhotelsupply.com/




